จากเหตุการณ์กระบะสีดำขวางรถฉุกเฉิน ที่ลำพูน ทำเอาคนทั้งประเทศตื่นตัว “หลีกทางให้รถฉุกเฉิน”

 

จากเหตุการณ์กระบะสีดำขวางรถฉุกเฉิน ที่ลำพูน ทำเอาคนทั้งประเทศตื่นตัว “หลีกทางให้รถฉุกเฉิน”

 

 

 

หลังจากที่ คลิป รถปาดหน้าฉุกเฉิน ที่ลำพูน  ทำให้ ประชาชนทั้งประเทศได้ ตื่นตัว  “หลีกทางให้รถฉุกเฉิน”

————————–

#ใครรู้จักคนขับวีโก้ในคลิปฝากขอโทดพี่เขาด้วยนะครับ
เหตุเกิดเมื่อเวลา17.40 น.ของวันนี้
จงใจขับรถมาจอดปาดหน้าและขัดขวาง
รถพยาบาลไม่ให้รถพยาบาลออกไปแถมยังเปิดกระจกรถชี้หน้าด่า พขร.รพ.อีก
คุณรู้ไหมว่าในรถมีผู้ป่วยฉุกเฉินอยู่ในรถ จนท.กำลังช่วยกันปั้มหัวใจผู้ป่วยอยู่ในรถแล้วคุณมาจอดขวางหน้ารถพยาบาลแล้วด่าต่อพูดประโยคกับคำว่า..
!!ไอ้สัสคนในรถพยาบาลจะตายหราว๊ะ !!
ใช่ครับ
ขอโทษคุณด้วยที่เรากำลังช่วยคนในรถ ที่
อาการสาหัสไม่รู้สึกตัว ทีมเรากำลัง CPR
เพื่อให้หัวใจเค้ากลับมาเต้นอีกครั้ง
ขอโทษคุณด้วยละกัน
ขอโทษ ที่ทีมเรา ต้องขับรถ จนคุณต้องต่อว่าพวกเราขนาดนี้
แต่ถ้าคนที่เรา กำลังช่วย เป็นคนในครอบครัวคุณ. คุณจะทำกับพวกเราแบบนี้ไหม
เราไม่ได้ต่อว่าอะไรใครนะ แต่วีดีโอนี้อยากให้เป็น วิทยาทาน. ให้ ทุกคน ช่วยให้ทาง
รถพยาบาลหน่อย เพื่อให้อีก1 ชีวิตในรถพยาบาล กลับมาอยู่กับครอบครัวเค้า
🤗🤗🤗ถ้าโดนใจ เราอนุญาตให้ทุกท่าน แชร์
เพื่อที่จะได้เป็นวิทยาทาน ให้ทุกคน
ช่วยให้ทางรถพยาบาลหน่อย🚑🚑

——————————

ต้อง ขอบคุณและขอเป็นกำลังใจให้ คนขับรถท่านนี้ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึง โรงพยายาลต้นสังกัด ที่นำคลิปนี้ มาเผยแพร่ครับ เพราะ คลิปนี้ จะทำให้ ประชาชนทั้งประเทศ ทราบถึงความสำคัญ ขณะขับขี่ การรับ-ส่ง ผู้ป่วย เพราะ ทุกวินาที สำคัญเหลือเกิน

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า ที่ผ่านมาเราพยายามรณรงค์ให้มีการหลีกทางให้กับรถพยาบาลฉุกเฉิน แต่ก็เกิดเหตุการณ์แบบคลิปที่มีการส่งต่อในโลกออนไลน์ในกรณีที่มีรถไม่หลีกทางหรือให้ทางกับรถพยาบาลฉุกเฉินตลอดเวลา  ที่ผ่านมาสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้เก็บสถิติในขั้นตอนของการนำส่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจากจุดเกิดเหตุเพื่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพบว่ายังเป็นไปอย่างล่าช้า โดยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตต้องเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาลมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเป็นไปอย่างล่าช้าคือสภาพปัญหาของการจราจรที่ติดขัด และความรู้ความเข้าใจเรื่องการหลีกทางให้กับรถพยาบาลฉุกเฉินของประชาชนที่ยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นการที่เราช่วยกันหลีกทางให้กับรถพยาบาลฉุกเฉินแม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ถือเป็นการต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยฉุกเฉินที่นอนรอการส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลได้ดีที่สุด

“หลายคนตั้งคำถามว่าการออกเหตุแต่ละครั้งมีผู้ป่วยฉุกเฉินจริงหรือไม่ที่อยู่บนรถพยาบาลนั้นๆ ผมขอยืนยันว่ามีผู้ป่วยจริง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยร้ายแรง อาทิ โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน อุบัติเหตุที่รุนแรง หรือไม่ก็เป็นรถฉุกเฉินที่กำลังเร่งไปรับผู้ป่วย ดังนั้นหากประชาชนทั่วไปได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนขอทางจากรถพยาบาลฉุกเฉินควรหลีกทางให้ เพราะคุณไม่สามารถรู้ได้เลยว่าบนรถคันนั้นจะเป็นญาติพี่น้องคุณหรือไม่ และควรจะเป็นเรื่องที่เราปฏิบัติทันทีโดยไม่ต้องคิดว่ามีกฎหมายบังคับหรือไม่ แต่ควรปฏิบัติให้กลายเป็นจิตสำนึก”  เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติระบุ

นพ.อนุชายังได้แนะนำถึงแนวทางในการหลีกทางให้กับรถพยาบาลฉุกเฉินดังนี้ สำหรับแนวทางการหลีกทางให้รถพยาบาลฉุกเฉินในสากลนั้นจะปฏิบัติดังนี้

1.เมื่อประชาชนเห็นสัญญาณไฟและได้ยินเสียงสัญญาณไซเรนก็มักจะตกใจและทำอะไรไม่ถูก ดังนั้นก่อนอื่นผู้ขับขี่ควรตั้งสติ

2.พยายามมองกระจกหลังเพื่อกะระยะของรถพยาบาลที่วิ่งมา

3.เมื่อพิจารณาปริมาณรถทั้งซ้ายและขวาที่อยู่ใกล้แล้วพบว่าไม่มีอันตรายและเราสามารถเบี่ยงชิดซ้ายได้ ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วรถและเบี่ยงซ้ายเพื่อหลีกทางให้รถพยาบาลทันที

4.หากไม่สามารถหลีกทางได้ด้วยเพราะสภาพรถที่หนาแน่นและมีอันตรายก็ให้หยุดชะลอรถให้นิ่งเพื่อให้รถพยาบาลฉุกเฉินหาทางวิ่งผ่านเราไปให้ได้

5.เมื่อรถพยาบาลฉุกเฉินวิ่งผ่านไปแล้วห้ามขับตามเด็ดขาด

6.กรณีรถติดและรถพยาบาลฉุกเฉินอยู่ด้านหลังพอดีให้พิจารณาว่าควรชิดซ้ายหรือชิดขวาดี ถ้าไม่มีใครหลีกทางให้ให้ผู้ขับขี่เลือกว่าจะหลบทางไหนและเปิดไฟเลี้ยว เพื่อให้สัญญาณให้รถพยาบาลฉุกเฉิน ได้แซงผ่านไปได้สะดวก

 

 

 

ใส่ความเห็น